ระวัง! มุกใหม่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็น “กรมชลประทาน” หลอกเปลี่ยนภาษาแอปฯ ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี
ระวัง! มุกใหม่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้างเป็น "กรมชลประทาน"
หลอกเปลี่ยนภาษาแอปฯ ดูดเงินเกลี้ยงบัญชี
เราต่างเคยได้ยินเรื่องราวของแก๊งคอลเซ็นเตอร์กันมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ดูเหมือนว่ามิจฉาชีพก็ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนารูปแบบกลโกงใหม่ๆ ที่ซับซ้อนและคาดไม่ถึงอยู่เสมอ เพื่อหาช่องโหว่เข้ามาหลอกลวงเรา
คุณเคยคิดไหมว่าหน่วยงานราชการอย่าง “กรมชลประทาน” จะถูกนำชื่อมาแอบอ้างในการหลอกลวง? นี่คือกลโกงรูปแบบใหม่ที่กำลังแพร่ระบาด และมันอันตรายกว่าที่คิด เพราะไม่ได้ใช้แค่การข่มขู่ แต่ใช้จิตวิทยาขั้นสูงเพื่อทำให้เหยื่อสับสนและยอมทำตามคำสั่งจนสูญเสียเงินในบัญชีไปโดยไม่รู้ตัว บทความนี้จะเปิดโปงทุกขั้นตอนของกลอุบายนี้ เพื่อให้คุณและคนที่คุณรักรู้เท่าทันและไม่ตกเป็นเหยื่อรายต่อไป
เปิดโปงกลโกง: 3 ขั้นตอนสู่การสูญเสียเงิน
ขั้นที่ 1: สร้างความน่าเชื่อถือด้วยชื่อหน่วยงานราชการ
ขั้นตอนแรกคือการสร้างความไว้วางใจ มิจฉาชีพจะโทรศัพท์หาเหยื่อโดยแอบอ้างว่าเป็น “เจ้าหน้าที่จากกรมชลประทาน” ซึ่งเป้าหมายหลักมักจะเป็นกลุ่ม ผู้สูงอายุและวัยเกษียณ ที่อาจติดตามข่าวสารกลโกงไม่ทัน การเลือกใช้ชื่อกรมชลประทานซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไม่ค่อยมีข่าวเรื่องการหลอกลวงมากนัก ทำให้หลายคนอาจไม่ทันระวังตัวและหลงเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่จริงๆ
ขั้นที่ 2: ลวงเข้าสู่แอปพลิเคชันสนทนาและแอปฯ ธนาคาร
หลังจากที่เหยื่อเริ่มเชื่อใจ มิจฉาชีพจะชักชวนให้เหยื่อทำการ “แอด Line” เพื่อพูดคุยหรือส่งข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งเป็นการสร้างช่องทางการสื่อสารที่ใกล้ชิดและควบคุมได้ง่ายขึ้น จากนั้น ขั้นตอนที่อันตรายยิ่งกว่าจะตามมา คือการหลอกล่อให้เหยื่อ “เปิดแอปพลิเคชันธนาคาร” บนโทรศัพท์มือถือของตัวเอง โดยอ้างว่าจะต้องดำเนินการตรวจสอบข้อมูลสำคัญบางอย่าง ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของกลอุบายที่จะทำให้เหยื่อสับสนและเสียการควบคุมในขั้นตอนต่อไป
ขั้นที่ 3: จุดอันตรายที่สุด - กลลวงเปลี่ยนภาษา
นี่คือหัวใจของกลโกงที่ทำให้คนตกเป็นเหยื่อมากที่สุด หลังจากที่เหยื่อเปิดแอปฯ ธนาคารแล้ว มิจฉาชีพจะใช้กลอุบาย
“หลอกให้เปลี่ยนภาษาของแอปพลิเคชันจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ”
ผลกระทบทางจิตวิทยาของกลวิธีนี้รุนแรงมาก เพราะมันทำให้ ผู้เสียหายเกิดความสับสนและมองเมนูต่างๆ ไม่ออก โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุที่ไม่คุ้นเคยกับภาษาอังกฤษ ในช่วงเวลาที่เหยื่อกำลังสับสนนี้เอง มิจฉาชีพจะอาศัยจังหวะชี้นำให้เหยื่อกดทำธุรกรรมโดยไม่รู้ตัว หรืออาจใช้การควบคุมทางไกลเพื่อดูดเงินออกจากบัญชีไปจนหมด
จุดสังเกตสำคัญ: 3 "ไม่" ที่หน่วยงานราชการจะไม่มีวันทำ
ไม่ว่าใครจะโทรมาอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานไหนก็ตาม โปรดจำไว้เสมอว่าหน่วยงานราชการจะไม่มีนโยบายทำสิ่งเหล่านี้เด็ดขาด:
ไม่ มีนโยบายโทรศัพท์หาประชาชนเพื่อขอให้โอนเงิน
ไม่ สั่งให้ประชาชนเปลี่ยนภาษาในแอปพลิเคชันธนาคาร
ไม่ ขอให้ประชาชนทำธุรกรรมการเงินผ่านแอปพลิเคชัน Line
“หากพบการกระทำเหล่านี้ ให้วางสายทันที”
หากสงสัยหรือตกเป็นเหยื่อควรทำอย่างไร
หากคุณได้รับโทรศัพท์ที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย หรือสงสัยว่าอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพแล้ว ควรรีบดำเนินการทันที โดยข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติแนะนำช่องทางดังนี้:
- ปรึกษาหรือแจ้งเหตุต้องสงสัย: สายด่วนตำรวจไซเบอร์ (AOC) โทร 1441 (ตลอด 24 ชั่วโมง)
- แจ้งความดำเนินคดี (หากตกเป็นผู้เสียหายแล้ว): เว็บไซต์ www.thaipoliceonline.go.th
มิจฉาชีพจะพัฒนากลวิธีใหม่ๆ ออกมาหลอกลวงเราอยู่เสมอ เกราะป้องกันที่ดีที่สุดไม่ใช่เทคโนโลยี แต่คือ “การตระหนักรู้” และ “การรู้เท่าทัน” ของเราเอง การอัปเดตข่าวสารกลโกงและนำไปบอกต่อคนในครอบครัวคือกุญแจสำคัญในการป้องกันความเสียหาย
