4 บทเรียนราคาแพงจากมหากาพย์ ‘เบน สมิธ’ กลโกงข้ามชาติที่แนบเนียนกว่าที่คิด

         ในโลกการเงินระดับ High-stakes “ความไว้วางใจ” คือสกุลเงินที่มีค่าที่สุด แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นอาวุธที่อันตรายที่สุดหากตกไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพมือโปร มหากาพย์การฉ้อโกงของ นายเบน สมิธ (Ben Smith) และภรรยา ที่สร้างความเสียหายทะลุ 1,000 ล้านบาท ไม่ใช่แค่เรื่องราวของแชร์ลูกโซ่ดาดๆ แต่มันคือการวางหมากที่ซับซ้อนจนนักลงทุนต่างชาติที่เจนจัดยังต้องปราชัย

อะไรคือสิ่งที่ทำให้เหล่านักลงทุนยอมเซ็นเช็คหลักร้อยล้านให้สแกมเมอร์? นี่คือการเจาะลึก 4 บทเรียนจากกลโกงที่ใช้ “ภาพลักษณ์” เป็นเกราะกำบัง และใช้ “กฎหมาย” เป็นเครื่องมือ

1. "The Long Game" และกลยุทธ์ Profile Hijacking

ความน่ากลัวของคดีนี้คือ “ความอดทน” นายเบน สมิธ เริ่มต้นวางหมากตั้งแต่ปี 2559 เขาไม่ได้รีบร้อนปิดดีล แต่เลือกเล่นเกมยาว (Long Game) เพื่อสร้างตัวตนให้กลายเป็น “ตัวจริง” ในสายตานักลงทุน

         หัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อใจคือการทำ Profile Hijacking หรือการนำตัวเองไปผูกติดกับโครงสร้างธุรกิจที่มั่นคง นายเบนอ้างตัวว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในตลาดทุนไทย และที่เหนือชั้นกว่านั้นคือการใช้โปรไฟล์ของภรรยา ซึ่งปรากฏชื่อเป็น “ผู้ถือหุ้นในบริษัทจดทะเบียน (PCL) หลายแห่งในไทย” มาเป็นใบเบิกทาง ข้อมูลนี้เปรียบเสมือนใบรับรองความปลอดภัยที่ทำให้เหยื่อลดการป้องกันตัว เพราะเชื่อว่าหากมีปัญหา ทรัพย์สินและชื่อเสียงในบริษัทมหาชนเหล่านี้จะเป็นหลักประกันได้

เขายอม “ลงทุนจริง” ในช่วงแรกเพื่อให้เหยื่อเห็นผลกำไรที่เป็นรูปธรรม กลยุทธ์ยอมเสียส่วนน้อยเพื่อกินคำโตในอนาคตคือกับดักที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด

2. Social Validation: เมื่อเครือข่ายคนดังคือ "จุดตาย"

ทำไมมหาเศรษฐีถึงกล้าควักเงินล้าน? คำตอบคือ Social Validation หรือการได้รับการยอมรับจากสังคมระดับบน นายเบนไม่ได้นำเสนอแค่กระดาษแผ่นเดียว แต่เขาพานักลงทุนไป “Touch” ของจริง ผ่านการพบปะเครือข่ายนักธุรกิจและบุคคลที่มีชื่อเสียงในไทย

การที่เหยื่อเห็นนายเบนสนิทสนมกับคนดังหรือผู้กว้างขวาง ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนเองได้สิทธิพิเศษในการเข้าถึงการลงทุน “วงใน” (Insider) ซึ่งมักจะบดบังกระบวนการตรวจสอบ (Due Diligence) ตามปกติไปโดยปริยาย

3. ตัวเลขที่ "ดูเป็นไปได้" และกับดักความหรูหรา

สแกมเมอร์ระดับมืออาชีพจะไม่เสนอผลตอบแทนที่สูงจนน่าสงสัยอย่างร้อยละ 50 หรือ 100 ต่อเดือน แต่นายเบนเลือกใช้ตัวเลข ร้อยละ 7 และ 11 ซึ่งเป็นอัตราที่ดูสมเหตุสมผลในโลกธุรกิจการลงทุนขนาดใหญ่ ตัวเลขที่ดู “ถ่อมตัว” นี้เองที่กลับสร้างความน่าเชื่อถือได้อย่างประหลาด

นอกจากนี้ เขายังใช้ “เครื่องบินเจ็ทส่วนตัว” เป็นสัญลักษณ์ของความสำเร็จสูงสุด โดยมีการเรียกเงินมัดจำสูงถึง 255 ล้านบาท พร้อมตอกย้ำความมั่นใจด้วยการทำสัญญาเงินกู้และออกเช็คค้ำประกัน แต่ในความเป็นจริง เอกสารเหล่านั้นเป็นเพียงกระดาษเปล่าเมื่อพบว่าทรัพย์สินหลายรายการไม่มีอยู่จริง หรือถูกโอนเปลี่ยนมือไปล่วงหน้าแล้วก่อนที่ความจะแตก

4. กฎหมายที่เป็นโล่: กลยุทธ์ SLAPP และความจริงที่ถูกปกปิด

ความน่าสนใจเชิงจิตวิทยาของคดีนี้คือพฤติการณ์ “กล้าดีเดือด” ของผู้ต้องหา แม้จะรู้ตัวว่าถูกสอบสวนคดีฟอกเงิน แต่นายเบนกลับส่งทนายความฟ้องร้องคุณรังสิมันต์ โรม ในข้อหาหมิ่นประมาท นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของ SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) หรือการฟ้องเพื่อปิดปากและสร้างความชอบธรรมปลอมๆ ให้ตัวเอง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากคดีฉ้อโกงหลัก

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเชิงลึกจากหน่วยงานความมั่นคงระบุว่า นายเบนเคยถูกจัดอยู่ใน “กลุ่มบุคคลเสี่ยง (Risk Group)” ที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์และการฟอกเงินในต่างประเทศมาก่อน ความคืบหน้าล่าสุดในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ (2569) ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้เปิดปฏิบัติการบุกตรวจค้น 6 จุดในพื้นที่ภาคกลาง และยึดของกลางได้ถึง 13 รายการ พร้อมเอกสารทางการเงินอีกจำนวนมาก

แม้ทางการจะเริ่มอายัดทรัพย์สินบางส่วนไปแล้วตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 แต่พฤติการณ์การโอนย้ายทรัพย์สินอย่างรวดเร็วทำให้เม็ดเงินหลักพันล้านส่วนใหญ่ยังคงล่องหน

         มหากาพย์ ‘เบน สมิธ’ สะท้อนให้เห็นว่าในยุคปัจจุบัน “ความน่าเชื่อถือ” สามารถสร้างขึ้นได้ด้วยการจัดวางองค์ประกอบอย่างเป็นระบบ ทั้งภาพถ่ายกับคนดัง การถือหุ้นในบริษัทใหญ่ หรือแม้แต่การใช้กฎหมายฟ้องกลับเพื่อสร้างเกราะป้องกัน

บทเรียนสำคัญสำหรับนักลงทุนคือ ความหรูหราไม่ใช่หลักประกันความปลอดภัย และการทำ Due Diligence อย่างเข้มข้นคือทางรอดเดียว หากมีการตรวจสอบภูมิหลังผ่านหน่วยงานต่างประเทศตั้งแต่ต้น ก็จะพบว่าโปรไฟล์ที่ดูสวยหรูนั้นมีรอยร้าวซ่อนอยู่