กองทุนฌาปนกิจ: สวัสดิการสุดท้าย หรือกับดักที่กลืนกินเงินออมวัยเกษียณ?
ความปรารถนาลึก ๆ ของผู้สูงอายุในสังคมไทย คือการได้จากไปอย่างสมเกียรติโดยไม่ทิ้งภาระทางการเงินไว้ให้ลูกหลาน “กองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์” จึงเปรียบเสมือนที่พึ่งสุดท้ายและสวัสดิการภาคประชาชนที่สัญญาว่าจะดูแล “ค่าใช้จ่ายลมหายใจสุดท้าย” ของชีวิต แต่ในวันนี้ ภาพลักษณ์ของความเอื้ออาทรที่หยั่งรากลึกกำลังถูกสั่นคลอนด้วยวิกฤตศรัทธาอย่างรุนแรง เมื่อเงินก้อนสุดท้ายที่ควรจะเป็นมรดก กลับกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัยช่องโหว่ของความกตัญญูมาทำลายความหวังของคนวัยเกษียณ
ดาบสองคมของ "การเฉลี่ยทุกข์ เฉลี่ยสุข"
ภายใต้พระราชบัญญัติการฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 หัวใจสำคัญของระบบนี้คือการ “เฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข” ซึ่งสมาชิกตกลงร่วมกันจ่ายเงินสมทบเพื่อเยียวยาครอบครัวของเพื่อนสมาชิกที่ล่วงลับ อย่างไรก็ตาม เจตนารมณ์อันสูงส่งนี้กำลังกลายเป็น “อาชญากรรมบนคราบน้ำตา” เนื่องจากระบบการบริหารจัดการส่วนใหญ่ยังคงยึดติดกับความเชื่อใจและเส้นสายท้องถิ่น มากกว่าระเบียบปฏิบัติที่รัดกุมและตรวจสอบได้
กลโกง "เงินคนตาย" และการยักยอกที่ไร้ความปรานี
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง พบว่ารูปแบบการทุจริตในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงแค่การนำเงินไปหมุนเวียนผิดวัตถุประสงค์ แต่ยังก้าวข้ามไปสู่ความอำมหิตในรูปแบบการ “ปลอมชื่อผู้เสียชีวิต” เพื่อเบิกเงินออกมาใช้ส่วนตัวโดยที่ไม่มีการสูญเสียเกิดขึ้นจริง
นี่คือการทรยศต่อความหวังสุดท้ายที่เลือดเย็นที่สุด คณะกรรมการบางแห่งอาศัยช่องว่างของระบบบัญชีมือที่ไร้การตรวจสอบ ตอกย้ำความเจ็บปวดให้กับทายาทผู้สูญเสียที่ต้องรอคอยเงินเยียวยามานานหลายปี แต่กลับพบว่าในถังเงินของกองทุนไม่เหลือแม้แต่เศษสตางค์ให้คนข้างหลัง
เมื่อสวัสดิการกลายร่างเป็น "แชร์ลูกโซ่"
สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือการกลายพันธุ์ของกองทุนบางแห่งให้กลายเป็น “แชร์ลูกโซ่ในคราบสวัสดิการ” (Ponzi Scheme) โดยใช้เงินจากสมาชิกใหม่มาหมุนจ่ายให้ทายาทสมาชิกเก่า และที่เลวร้ายกว่านั้นคือการบีบบังคับให้ลูกหลานต้องหาคนมาสมัครเพิ่มเพื่อเป็นเงื่อนไขในการรับเงินเยียวยาของพ่อแม่ตัวเอง
สัญญาณเตือน "ฌาปนกิจเถื่อน" ที่ผู้บริโภคต้องระวัง:
แอบอ้างแต่ไร้ใบอนุญาต: ตรวจสอบการจดทะเบียนตาม พ.ร.บ. การฌาปนกิจสงเคราะห์ พ.ศ. 2545 เสมอ หลายแห่งแอบอ้างชื่อสมาคมแต่ไม่มีใบอนุญาตจริง
เร่งรัดเรียกเก็บเงิน: เน้นการจูงใจด้วยเงินแรกเข้าและเงินรายเดือนที่สูงเกินจริง โดยไม่มีการระบุสัดส่วนการจ่ายเยียวยาที่ชัดเจน
บิดพริ้วเมื่อเกิดเหตุ: เมื่อมีการเสียชีวิตจริง กลับอ้างเหตุผลสารพัดเพื่อประวิงเวลา หรือในกรณีร้ายแรงคือการปิดสาขาหนีหายไปพร้อมเงินออมของชาวบ้าน
วิกฤตหลักพันล้านที่กระทบคน 20 ล้านคน
ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ใช่เพียงเรื่องเฉพาะถิ่น แต่มันคือ “วิกฤตระดับประเทศ” ที่กัดกินความมั่นคงของสังคมไทย ข้อมูลจากการร้องเรียนในช่วงปี 2568-2569 สะท้อนภาพความเสียหายมหาศาล โดยเฉพาะในแถบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
กรณีอื้อฉาวในอำเภอวาปีปทุม และอำเภอหล่มเก่า เผยให้เห็นตัวเลขความเสียหายที่พุ่งสูง กว่า 600-1,400 ล้านบาท สมาชิกบางรายจากไปนานกว่า 2 ปี แต่ครอบครัวยังไม่เห็นแม้เงาของเงินเยียวยา หากพิจารณาว่าทั่วประเทศมีประชาชนเกี่ยวข้องกับกองทุนเหล่านี้กว่า 20 ล้านคน หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประชากรไทย นี่คือระเบิดเวลาทางการเงินที่รัฐบาลไม่อาจเพิกเฉยได้อีกต่อไป
ทางออกและการปฏิรูปสู่ยุคดิจิทัล
ถึงเวลาที่ต้องมีการ “ผ่าตัดใหญ่” ระบบสวัสดิการนี้ ล่าสุด สส.ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ จากพรรคประชาชน ได้ยกระดับเรื่องนี้เข้าสู่สภาฯ เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาในเชิงโครงสร้างที่หย่อนยานมานานหลายทศวรรษ ผ่านแนวทางดังนี้
1.ปฏิรูปกฎหมายและเพิ่มบทลงโทษ เร่งแก้ไข พ.ร.บ. การฌาปนกิจสงเคราะห์ เพื่อปิด “สุญญากาศทางการกำกับดูแล” เพิ่มบทลงโทษทางอาญาให้รุนแรงขึ้น และให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเชิงรุกได้ทันทีโดยไม่ต้องรอให้เกิดความเสียหาย
2.ระบบตรวจสอบดิจิทัล (Digital Audit System) บังคับให้กองทุนต้องรายงานบัญชีงบดุลผ่านระบบออนไลน์ที่สมาชิกสามารถตรวจสอบสถานะการเงินและความเคลื่อนไหวได้แบบเรียลไทม์ เพื่อสร้างความโปร่งใสในทุกขั้นตอน
3.ยกระดับเป็นคดีพิเศษ ผลักดันให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามารับผิดชอบในกรณีที่มีมูลค่าความเสียหายสูง เพื่อทวงคืนความเป็นธรรมให้กับกลุ่มผู้สูงอายุที่ถูกลอยแพ
วิกฤตกองทุนฌาปนกิจในวันนี้คือบทเรียนราคาแพงที่ยืนยันว่า “ความเชื่อใจ” เพียงอย่างเดียวคือช่องว่างที่เปิดทางให้มิจฉาชีพ การปล่อยให้ระบบสวัสดิการภาคประชาชนดำเนินไปตามยถากรรมคือการผลักดันให้กลุ่มเปราะบางที่สุดในสังคมไปสู่ความสิ้นหวัง
